ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

แนวโน้มการลงทุนไทยในต่างประเทศ

วันที่อัพเดทล่าสุด : 23 ส.ค. 2560

                           ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (ส.อ.ท.)  เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม  เรื่อง “แนวโน้มการลงทุนไทยในต่างประเทศ โดยสอบถามความคิดเห็นจากผู้บริหารระดับสูง ตัวแทนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กระจายทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งสิ้นจำนวน 64 ราย เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนไทยในต่างประเทศ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 4 สิงหาคม 2560 อาศัยการสุ่มตัวอย่างจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามขนาดอุตสาหกรรม เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การส่งแฟกซ์ และอีเมล โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 7.1

                จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศของผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ร้อยละ 81.25 ระบุว่า ไม่มีการลงทุนในต่างประเทศขณะที่ ร้อยละ 18.75ระบุว่า มีการลงทุนในต่างประเทศโดยในจำนวนผู้ประกอบการที่มีการลงทุนในต่างประเทศร้อยละ 41.67ระบุว่า มีการลงทุน 5% – 10%ร้อยละ 16.66ระบุว่า มีการลงทุน 11% – 20%  และร้อยละ 41.67ระบุว่า มีการลงทุนมากกว่า 20% ขึ้นไป

                ด้านรูปแบบการลงทุนในต่างประเทศที่ผู้ประกอบการเข้าไปลงทุน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.67 ระบุว่า เป็นการลงทุนโดยร่วมทุนกับผู้ประกอบการในประเทศที่ไปลงทุน รองลงมา ร้อยละ 41.67 ระบุว่า เป็นการลงทุนจัดตั้งบริษัทใหม่หรือขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ และร้อยละ 8.33 ระบุว่า เป็นการลงทุนโดยการควบรวมกิจการ และเป็นการลงทุนซื้อกิจการที่มีอยู่เดิม ในสัดส่วนที่เท่ากัน

                สำหรับปัจจัยหรือเหตุผลที่มีผลต่อการตัดสินใจทำการลงทุนในต่างประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.00 ระบุว่า เป็นการแสวงหาตลาดใหม่ และ / หรือ รักษาส่วนแบ่งตลาดเดิมไว้ รองลงมา ร้อยละ 33.33 ระบุว่า เป็นการแสวงหาวัตถุดิบและต้นทุนการจ้างแรงงานที่ถูกกว่าภายในประเทศ ร้อยละ 25.00 ระบุว่า เป็นการลดอุปสรรคทางการค้าจากการเข้าไปผลิตสินค้าในบางประเทศ เช่น การใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalised System of Preferences: GSP) ร้อยละ 16.67 ระบุว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ และร้อยละ 8.33 ระบุว่า เป็นการกระจายความเสี่ยงให้กับธุรกิจ

                ส่วนแนวโน้มของผู้ประกอบการที่จะลงทุนในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ในอนาคต (พร้อมเหตุผล) พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.69 ระบุว่า ไม่มีแนวโน้มที่จะลงทุน รองลงมา ร้อยละ 37.50 ระบุว่า มีแนวโน้มที่จะลงทุนและร้อยละ 7.81 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ โดยในจำนวนผู้ที่มีแนวโน้มจะลงทุนนั้น ร้อยละ 91.67 ระบุว่า เป็นกลุ่มประเทศ ASEAN เพราะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจของเอเชีย มีฐานข้อมูลและความเข้าใจตลาดลูกค้าในกลุ่มประเทศนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะสังคม ประเพณี และวัฒนธรรม  สะดวกในการคมนาคม การแบ่งปันทรัพยากร มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง อีกทั้งต้นทุนการผลิตและค่าจ้างแรงงานถูกกว่า รองลงมา ร้อยละ 8.33 ระบุว่า เป็นกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้) เพราะ มีทรัพยากรธรรมชาติมาก และมีตลาดขนาดใหญ่  และร้อยละ 4.17 ระบุว่า เป็นกลุ่มสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา กลุ่มตะวันออกกลาง และแอฟริกา ในสัดส่วนที่เท่ากัน โดยให้เหตุผลว่า มีเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าจะเอื้อต่อการลงทุนได้ อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบมีราคาถูก และมีตลาดรองรับ มีทรัพยากรธรรมชาติที่มากมาย และสามารถนำบางอย่างกลับเข้ามายังประเทศไทยได้และต้องการเปิดตลาดใหม่

                เมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้ประกอบการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของไทยที่มีศักยภาพในการไปลงทุนในต่างประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.88 ระบุว่า เป็นการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมา ร้อยละ 25.00 ระบุว่า เป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ร้อยละ 18.75 ระบุว่า เป็นการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ร้อยละ 12.50 ระบุว่า เป็นอุตสาหกรรมการผลิตเคมีภัณฑ์ ร้อยละ 12.50  ระบุว่า เป็นการผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือ ร้อยละ 10.94 ระบุว่า เป็นอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ร้อยละ 9.38 ระบุว่า เป็นอุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 21.88 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ วัสดุก่อสร้าง เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ พลังงานทดแทน พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม และภาคการบริการต่าง ๆ และร้อยละ 6.25 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

                ด้านความคิดเห็นของผู้ประกอบการเกี่ยวกับปัจจัยที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 56.25 ระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตและค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น จึงพิจารณาขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ รองลงมา ร้อยละ 42.19 ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจและการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) ร้อยละ 32.81 ระบุว่า ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น ร้อยละ 15.63 ระบุว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ร้อยละ 9.38 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ยังฟื้นตัวไม่แข็งแกร่งตามที่คาดไว้ (เอื้อต่อการเข้าควบรวมและ / หรือซื้อกิจการในประเทศเหล่านี้ในราคาถูก) และร้อยละ 1.56 ระบุว่า ศักยภาพและความพร้อมทางด้านเงินลงทุนของผู้ประกอบการ

                สำหรับความคิดเห็นของผู้ประกอบการเกี่ยวกับความสนใจที่จะขยายการลงทุนไปในกลุ่มประเทศต่าง ๆ อันเนื่องมาจากนโยบาย One Belt One Road ของจีน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.06 ระบุว่า เป็นกลุ่มประเทศ ASEAN รองลงมา ร้อยละ 34.38 ระบุว่า เป็นจีน ร้อยละ 6.25 ระบุว่า เป็นสหภาพยุโรป ร้อยละ 4.69 ระบุว่า เป็นแอฟริกา ร้อยละ 3.13 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ กลุ่มประเทศ CLMV และอินเดีย และร้อยละ 10.94 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ขอศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวก่อน 

                สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนการออกไปลงทุนในต่างประเทศของภาคเอกชน พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.50 ระบุว่า เป็นการให้ความรู้เบื้องต้นตั้งแต่ขั้นตอนสำหรับการไปลงทุนต่างประเทศ ตลาดที่มีศักยภาพ ระบบภาษีกฎระเบียบการค้า การลงทุนของแต่ละประเทศ เป็นต้น รองลงมา ร้อยละ 48.44 ระบุว่า เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบของประเทศต่าง ๆ ที่จะเข้าไปลงทุน การช่วยเหลือประสานงานกับภาครัฐและภาคเอกชนในต่างประเทศ ร้อยละ 43.75 ระบุว่า เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบในการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศให้มีความทันสมัยและสะดวกต่อการไปลงทุนในต่างประเทศ ร้อยละ 39.06 ระบุว่า เป็นการสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินงานเพื่อออกไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การส่งออก – นำเข้า การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต การจับคู่ธุรกิจ เป็นต้น และร้อยละ 4.69 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

                ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของผู้ประกอบการเกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนไทยในต่างประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่  สามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ควรสนับสนุนด้านการให้ความรู้ คำแนะนำ ภาษาต่างประเทศ เทคโนโลยีช่องทางการประสานงาน ในการติดต่อลงทุน 2) ภาครัฐ และสถาบันการเงินควรมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ 3) ควรเร่งแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว 4) ควรมีมาตรการหรือเงื่อนไขที่สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ 5) ในแต่ละประเทศควรมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐในการประสานงานการลงทุน การเจรจาหาคู่ค้า การจัดตั้งบริษัท เช่น สถานฑูต เนื่องจากปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะการจ้างนักกฎหมายในต่างประเทศและผลตอบรับที่ไม่แน่นอนและต้องใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ และ 6) ควรเร่งพัฒนาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อทั้งภายในและระหว่างประเทศ

                เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 60.94 เป็นผู้ประกอบการจากภาคกลาง ร้อยละ 10.94 เป็นผู้ประกอบการจากภาคเหนือ ร้อยละ 7.81 เป็นผู้ประกอบการจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 12.50 เป็นผู้ประกอบการจากภาคตะวันออก และร้อยละ 7.81 เป็นผู้ประกอบการจากภาคใต้  ตัวอย่าง ร้อยละ 28.13 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน ร้อยละ 17.19 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น ร้อยละ 15.63 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกล และกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 10.94 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ร้อยละ 7.81 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 3.13 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน และร้อยละ 1.56 ไม่ระบุกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ตัวอย่าง ร้อยละ 20.31 เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก S (จำนวนแรงงาน ไม่เกิน 49 คน) ร้อยละ 31.25 เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง M (จำนวนแรงงาน 50 – 199 คน)  ร้อยละ 46.88 เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ L (จำนวนแรงงานมากกว่า 200 คน) และร้อยละ 1.56 ไม่ระบุขนาดอุตสาหกรรม

NIDA_Poll_Thailand_foreign_investment_trend

NIDA_Poll_Thailand_foreign_investment_trend

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th