ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

ทิศทางการส่งออกและการลงทุนไทย ปี 2560

วันที่อัพเดทล่าสุด : 28 เม.ย. 2560

                ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (ส.อ.ท.)  เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม  เรื่อง “ทิศทางการส่งออกและการลงทุนไทย ปี 2560”โดยสอบถามความคิดเห็นจากตัวแทนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กระจายทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งสิ้นจำนวน 69 ราย เกี่ยวกับทิศทางการส่งออกและการลงทุนไทย ปี 2560 ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 19 เมษายน 2560 อาศัยการสุ่มตัวอย่างจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามขนาดอุตสาหกรรม เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ และการส่งแฟกซ์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 7.1

                จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศของผู้ประกอบการ พบว่า ผู้ประกอบการ ร้อยละ 75.36 ระบุว่า มีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ  ขณะที่ร้อยละ 24.64 ระบุว่า ไม่มีการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ

                สำหรับความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มทิศทางการส่งออกของไทยในปี 2560 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.15 ระบุว่า จะขยายตัว  ร้อยละ 46.15 ระบุว่า ทรงตัว ร้อยละ 1.93 ระบุว่า จะหดตัว และ ร้อยละ 5.77 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

                ซึ่งในจำนวนผู้ที่ระบุว่า ทิศทางการส่งออกของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวนั้น ร้อยละ 65.00 ระบุว่า ขยายตัว 1 – 5 % รองลงมา ร้อยละ 25.00 ระบุว่า ขยายตัว 6 – 10 % และร้อยละ 10.00 ระบุว่า ขยายตัวมากกว่า 10 % ขึ้นไป ส่วนผู้ที่ระบุว่า ทางการส่งออกของไทยในปี 2560 จะหดตัวนั้น ในจำนวนนี้ ร้อยละ 100.00 ระบุว่า การส่งออกจะหดตัว 1 – 5 %

                ด้านปัจจัยที่จะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกในปี 2560 ขยายตัว พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.96 ระบุว่าภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น รองลงมา ร้อยละ 51.06 ระบุว่า นโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าที่ใช้นวัตกรรมมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 46.81 ระบุว่า ตลาดกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีการขยายตัวของเศรษฐกิจสูง รวมถึง ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากตลาดเกิดใหม่ เช่น แอฟริกา ลาตินอเมริกา เป็นต้น ร้อยละ 34.04 ระบุว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีทิศทางการปรับตัวที่ดีขึ้น และร้อยละ 25.53 ระบุว่า การผลักดันการส่งออกผ่านช่องทางการค้าชายแดนและผ่านแดน

                สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของการส่งออกในปี 2560 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.23 ระบุว่า นโยบายด้านการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีแนวโน้มไม่สนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า รองลงมา ร้อยละ 53.85 ระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจไม่แข็งแกร่งตามที่คาดหมาย ร้อยละ 46.15 ระบุว่า ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ประมาณ 3 ครั้ง ในปี 2560 ร้อยละ 26.92 ระบุว่า แนวโน้มการเจรจาและความสัมพันธ์ทางการค้าของอังกฤษกับสหภาพยุโรป ร้อยละ 15.38 ระบุว่า การเลือกตั้งในประเทศสำคัญ ๆ ในสหภาพยุโรป (เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี) ที่มีแนวโน้มว่าประเทศเหล่านี้จะสนับสนุนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป และร้อยละ 5.77 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจของโลก, การเมืองภายในประเทศ, และอัตราภาษีสินค้าที่ส่งออก

                ด้านสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐดำเนินการ เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.00 ระบุว่า ควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เพื่อรองรับในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกอาจจะชะลอตัวลง จากนโยบายใหม่ของสหรัฐฯ รองลงมา ร้อยละ 48.00 ระบุว่า ควรขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ เช่น BRICS เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง เป็นต้น ร้อยละ 46.00 ระบุว่า ควรสนับสนุนการขยายตลาดเข้าสู่หัวเมืองรองในกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อขยายฐานลูกค้าและกระจายสินค้าให้มากขึ้น ร้อยละ 44.00 ระบุว่า ควรเร่งเจรจาการค้ากับประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อขยายตลาด ลดอุปสรรคทางการค้าและมาตรการกีดกันสินค้าที่มิใช่ภาษี ร้อยละ 42.00 ระบุว่า ควรขยายการค้าแบบทวิภาคี อย่างสหภาพยุโรป อิหร่าน ปากีสถาน หรือ กลุ่มประเทศที่มีความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมของไทย ร้อยละ 40.00 ระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการค้าและความร่วมมือภายในภูมิภาคเอเชีย (RCEP: Regional Comprehensive Economic Partnership) (ASEAN + จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) และร้อยละ 2.00 ระบุว่า ควรควบคุมรักษาความเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้น

                สำหรับสาเหตุการลงทุนภาคเอกชนยังคงเติบโตได้ไม่มากเท่าที่ควร ทั้งที่ภาครัฐได้ให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เพื่อที่จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนขยายลงทุนมากขึ้น พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 53.62 ระบุว่า ขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจโลก รองลงมา ร้อยละ 40.58 ระบุว่า ขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 37.68 ระบุว่า สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและกฏระเบียบ ด้านการลงทุนยังไม่เอื้ออำนวยเพียงพอ ร้อยละ 34.78 ระบุว่า ภาคเอกชนยังมีกำลังการผลิตเหลือค่อนข้างมาก ร้อยละ 33.33 ระบุว่า ภาคธุรกิจยังคงรอประเมินทิศทางและผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่ และร้อยละ 8.70 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การเมืองภายในประเทศ, ต้นทุนการผลิตที่สูง, การลงทุนของภาครัฐที่ยังมีความล่าช้า, และการขาดแคลนแรงงานเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม

Thailand_Export_and_Investment_Direction_in_2016

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th