ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย

วันที่อัพเดทล่าสุด : 19 ส.ค. 2561

          ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 – 10 สิงหาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified  Random  Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0               

          จากการสำรวจเมื่อถามถึงการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2561 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.14 ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบและร้อยละ 12.86 ระบุว่า ได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่ระบุว่า ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 23.46 ระบุว่า ได้รับผลกระทบมากที่สุด ร้อยละ 25.31 ระบุว่า ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ร้อยละ 38.27 ระบุว่า ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย และร้อยละ 12.96ระบุว่า ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

          ด้านสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมของประเทศไทยใน ทุก ๆ ปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.63 ระบุว่า มีปริมาณน้ำฝนมากเนื่องจากฝนตกหนัก รองลงมา ร้อยละ 43.17 ระบุว่า การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและการบุกรุกพื้นที่ป่า ร้อยละ 37.30 ระบุว่า การขยายตัวของเขตชุมชน และการทำลายระบบระบายน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ร้อยละ 28.10 ระบุว่า การบริหารจัดการของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 12.94 ระบุว่า ภูมิประเทศของประเทศไทยเป็นที่ลุ่มน้ำ ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำหลายสาย ร้อยละ 0.79 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เขื่อนไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้หมด ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นภัยธรรมชาติ และร้อยละ 0.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          สำหรับความเชื่อมั่นต่อ โครงสร้าง ความมั่นคง ความแข็งแรง ของเขื่อนในประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.73 ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ วิศวกรมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง ออกแบบมาอย่างดี มีความแข็งแรงคงทน และจากสถานการณ์ที่ผ่านมาก็ยัง ไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น รองลงมา ร้อยละ 17.30 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ สร้างมาเป็นเวลานานโครงสร้างต่าง ๆ ก็เสื่อมลงตามกาลเวลา ไม่ค่อยได้ลงไปตรวจสอบคุณภาพความแข็งแรงของเขื่อนเท่าที่ควร ขณะที่บางส่วนระบุว่า ภัยธรรมชาติเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่แน่นอน และไม่สามารถควบคุมได้ และร้อยละ 3.97 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ 

          เมื่อถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำท่วม ของหน่วยงานรัฐ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 14.28 ระบุว่า มีประสิทธิภาพมาก ร้อยละ 49.36 ระบุว่า มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ร้อยละ 29.05 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 4.29 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย และร้อยละ 3.02 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ โดยผู้ที่ระบุว่า มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก – มาก ได้ให้เหตุผลว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเร่งดำเนินงานอย่างเต็มที่ และหาแนวทางการป้องกันอย่างจริงจัง ส่วนผู้ที่ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ – ไม่มีประสิทธิภาพเลย ให้เหตุผลว่า ไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ช่วงหน้าฝน หรือการผันน้ำที่ดี อุปกรณ์ไม่เพียงพอ การทำงานล่าช้า และแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด      

          ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมของประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.37 ระบุว่า ให้มีการบริหารจัดการเรื่องการระบายน้ำกับทุกเขื่อนในประเทศไทยสม่ำเสมอ รองลงมา ร้อยละ 35.40 ระบุว่า หน่วยงานรัฐมีการบริหารจัดการน้ำที่มีระบบและมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 30.87 ระบุว่า ติดตั้งสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วมทุกจังหวัดที่ประสบภัยทุกปี ร้อยละ 28.41 ระบุว่า ตรวจสอบความแข็งแรงของเขื่อนทุกเขื่อนสม่ำเสมอ ร้อยละ 21.67 ระบุว่า จัดตั้งหน่วยงานช่วยเหลือด้านน้ำท่วมโดยเฉพาะ ร้อยละ 14.84 ระบุว่า จัดเวรยาม  เฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง ร้อยละ 3.41 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ รณรงค์ปลูกต้นไม้ทดแทน ลดการตัดไม้ทำลายป่า มีมาตรการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ขณะที่บางส่วนระบุว่า การบริหารจัดการตอนนี้ดีอยู่แล้ว และร้อยละ 3.33 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.10 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 26.82 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 17.14 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.89 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 14.05 มีภูมิลำเนา อยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 53.81 เป็นเพศชาย ร้อยละ 46.11 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 0.08 เป็นเพศทางเลือก ตัวอย่าง ร้อยละ 5.95 มีอายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 15.08 มีอายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 23.65 มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 35.72 มีอายุ 46 – 59 ปี ร้อยละ 18.25 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และ ร้อยละ 1.35 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่าง ร้อยละ 92.62 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.65 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 1.19 นับถือศาสนาคริสต์ /ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือศาสนาใด ๆ และร้อยละ 2.54 ไม่ระบุศาสนา ตัวอย่าง ร้อยละ 20.40 สถานภาพโสด ร้อยละ 72.78 สมรสแล้ว ร้อยละ 3.89 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 2.93 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่าง ร้อยละ 29.52 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 30.00 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.49 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 24.29 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 4.76 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 2.94 ไม่ระบุการศึกษา

          ตัวอย่าง ร้อยละ 12.62 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 13.18 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.11 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 15.16 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.44 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.18 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 1.90 เป็นนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 3.41 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 14.52 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 25.71 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 25.64 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 10.24 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.56 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 –  40,000 บาท ร้อยละ 8.89 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 9.44 ไม่ระบุรายได้

  • preview

Confidence_in_flood_management_2018

Confidence_in_flood_management_2018

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th