ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

ทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2561

วันที่อัพเดทล่าสุด : 20 ธ.ค. 2560

                       ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (ส.อ.ท.)  เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม  เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2561” โดยสอบถามความคิดเห็นจากตัวแทนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ กระจายทั่วทุกภูมิภาค รวมทั้งสิ้นจำนวน 207 ราย เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2561 ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2560 อาศัยการสุ่มตัวอย่างจากบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามภูมิภาค เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การส่งแฟกซ์ และการส่งแบบสอบถามทางออนไลน์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 6.2

                จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 พบว่า ผู้ประกอบการ ร้อยละ 35.75 ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัว ร้อยละ 42.51 ระบุว่า ทรงตัว และร้อยละ 21.74 ระบุว่า หดตัว

โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะขยายตัวนั้น ร้อยละ 50.00 ระบุว่า จะขยายตัว ไม่เกิน 5%  ร้อยละ 6.76 ระบุว่า ขยายตัว 6% – 10% ร้อยละ 9.46 ระบุว่า ขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และร้อยละ 33.78 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ส่วนในจำนวนผู้ที่ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะหดตัวนั้น ร้อยละ 24.44 ระบุว่า จะหดตัว ไม่เกิน 5% ร้อยละ 13.34 ระบุว่า หดตัว 6% – 10% ร้อยละ 24.44 ระบุว่า หดตัวมากกว่า 10%  ขึ้นไป และร้อยละ 37.78 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

                ด้านความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมในปี 2561 พบว่า ผู้ประกอบการ ร้อยละ 37.20 ระบุว่าภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมในปี 2561 จะขยายตัว ร้อยละ 41.55 ระบุว่า ทรงตัว และร้อยละ 21.26 ระบุว่า จะหดตัว

โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่าภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมในปี 2561 จะขยายตัวนั้น ร้อยละ 48.05 ระบุว่า จะขยายตัว ไม่เกิน 5%  ร้อยละ 12.99 ระบุว่า ขยายตัว 6% – 10% ร้อยละ 9.09 ระบุว่า ขยายตัวมากกว่า 10% ขึ้นไป และร้อยละ 29.87 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ส่วนในจำนวนผู้ที่ระบุว่าภาพรวมภาวะอุตสาหกรรมในปี 2561 จะหดตัวนั้น ร้อยละ 15.91 ระบุว่า จะหดตัว ไม่เกิน 5% ร้อยละ 18.18 ระบุว่า หดตัว 6% – 10%   ร้อยละ 25.00 ระบุว่า หดตัวมากกว่า 10%  ขึ้นไป และร้อยละ 40.91 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

                สำหรับปัจจัยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยในปี 2561 พบว่า ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.93 ระบุว่า เป็นเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก และการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐฯ ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 38.65 ระบุว่า เป็นภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตได้แข็งแกร่ง ร้อยละ 32.37 ระบุว่า เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ร้อยละ 30.92 ระบุว่า เป็นนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และร้อยละ 4.83 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การขยายตัวของภาคการส่งออก ความเชื่อมั่นของต่างประเทศ ธุรกิจ SMEs ราคาพืชผลทางการเกษตร และสถานการณ์ทางการเมือง

                เมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยปี 2561 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 43.00 ระบุว่า เป็นความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รองลงมา ร้อยละ 38.16 ระบุว่า เป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ร้อยละ 36.71ระบุว่า เป็นการขาดแคลนแรงงานร้อยละ 32.37ระบุว่าเป็นความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนร้อยละ 31.40ระบุว่าเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายของสหรัฐฯ และกระบวนการในการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรและร้อยละ 9.66ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สถานการณ์การเมือง นโยบายของภาครัฐ ต้นทุนการผลิตและค่าแรงขั้นต่ำ อัตราดอกเบี้ย และค่าเงินบาท

                ด้านการวางแผนของผู้ประกอบการในการดำเนินกิจการในช่วงปี 2561 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.32 ระบุว่า มีการวางแผน และมีแนวทางในการรับมือ ขณะที่ ร้อยละ 37.68 ระบุว่า ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนมากนักจากช่วงครึ่งหลังของปี 2560

โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่ามีการวางแผนและมีแนวทางในการรับมือนั้น ส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.09 ระบุว่า มีการวางแผนโดยขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า และปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 20.16  ระบุว่าเป็นการขยายการลงทุน ร้อยละ 17.05 ระบุว่า เป็นการขยายฐานการผลิตและการลงทุนไปยังต่างประเทศ ร้อยละ 15.50 ระบุว่า เป็นการเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ร้อยละ 13.95 ระบุว่า เป็นการชะลอการลงทุน และร้อยละ 0.78 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พัฒนาศักยภาพของแรงงาน

 

สำหรับความคิดเห็นของผู้ประกอบการต่อสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจปี 2561 พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.86 ระบุว่า เร่งเจรจาการค้ากับประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อขยายตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และมาตรการกีดกันสินค้าที่มิใช่ภาษีและเพิ่มช่องทางการส่งออก และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 37.68 ระบุว่า สนับสนุนการขยายตลาดเข้าสู่หัวเมืองรองในกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อขยายฐานลูกค้าและกระจายสินค้าให้มากขึ้น ร้อยละ 30.92 ระบุว่า พัฒนาการค้าและการขนส่งชายแดนและผ่านแดนเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าตามแนวชายแดน ร้อยละ 29.95 ระบุว่า เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และร้อยละ 3.86 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การคงอัตราค่าแรงขั้นต่ำ การสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคเอกชน ขจัดอุปสวรรคในการขยายธุรกิจของ แต่ละภาคอุตสาหกรรมที่มีปัญหาเฉพาะกิจ และการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีศักยภาพ

                ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเพิ่มเติมของผู้ประกอบการเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมปี 2561 สามารถสรุปได้ ดังนี้    1) รัฐบาลควรมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนผู้ประกอบการ ทั้งทางตรง และทางอ้อม  เช่น ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของไทย ส่งเสริมการอบรมพัฒนาฝีมือของผู้ใช้แรงงาน ส่งเสริมการสร้างรายได้ในชนบท ส่งเสริมด้านการเกษตร การท่องเที่ยว แถบชายแดน ขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การสร้างคลังสินค้าในประเทศแถบอาเซียนเพื่อขยายเศรษฐกิจ การพัฒนาธุรกิจ SMEs อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการลงทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติ รวมไปถึงการเจรจาการค้าเสรี 2) ภาครัฐควรสนับสนุนด้านการอบรมแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านฝีมือให้ได้เปรียบในเชิงแข่งขันกับต่างประเทศ ผลิตแรงงานที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ การออกใบรับรองต่าง ๆ ให้กับแรงงาน และผู้ประกอบการ ตลอดจนการดูแลสหภาพแรงงานต้องให้เกิดความเป็นธรรมกับนายจ้าง 3) มีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีหรือทางการเงินเพื่อการส่งออกต่าง ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การยื่นเอกสารต่าง ๆ ให้มีความคล่องตัว การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ธุรกิจโลจิสติกส์ที่ให้บริการแก่บริษัทส่งออก ลดอัตราภาษีการส่งออกชายแดน ค่าเงินและระวางเรือ 4) รัฐบาลควรทบทวนหรือแก้ไขกฎระเบียบของภาครัฐให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้คล่องตัวมากกว่านี้ 5) การผลิตควรใช้ข้อมูลสารสนเทศเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก               

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 50.72 เป็นผู้ประกอบการจากภาคกลาง ร้อยละ 15.94 เป็นผู้ประกอบการจากภาคเหนือร้อยละ 12.08 เป็นผู้ประกอบการจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 9.66 เป็นผู้ประกอบการจากภาคตะวันออก ร้อยละ 10.63 เป็นผู้ประกอบการจากภาคใต้ และร้อยละ 0.97 ไม่ระบุภูมิภาค

                ตัวอย่าง ร้อยละ 11.59 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น ร้อยละ 21.26 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ร้อยละ 15.94 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกล ร้อยละ 5.80 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 21.26 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา ร้อยละ 3.86 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน และร้อยละ 20.29 เป็นผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน     

ตัวอย่าง ร้อยละ 41.06 เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก S (จำนวนแรงงาน ไม่เกิน 49 คน) ร้อยละ 32.37 เป็นผู้ประกอบการขนาดกลาง M (จำนวนแรงงาน 50 – 199 คน) ร้อยละ 26.09 เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ L (จำนวนแรงงานมากกว่า 200 คน) และร้อยละ 0.48 ไม่ระบุขนาดอุตสาหกรรม

Industrial Economics 2561 Survey

Industrial Economics 2561 Survey

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th