ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

วันที่อัพเดทล่าสุด : 2 ส.ค. 2560

                  กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-18 กรกฎาคม 2560 จากนายจ้างหรือเจ้าของกิจการ พนักงานฝ่ายบุคคล และผู้จัดการ ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,000 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็น ด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการลงพื้นที่สัมภาษณ์แบบพบตัว โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 99.0 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกินร้อยละ 1.1   

          จากการสำรวจเมื่อถามถึงจำนวนลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าว ที่นายจ้างมีอยู่ พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่ ร้อยละ 26.85 ระบุว่า มีจำนวน 2 คน ร้อยละ 19.10 ระบุว่า มี 5 คนขึ้นไป ร้อยละ 18.90 ระบุว่า มีจำนวน 3 คน ร้อยละ 14.95 ระบุว่า มีจำนวน 1 คน ร้อยละ 11.90 ระบุว่า มีจำนวน 4 คน และร้อยละ 8.30 ระบุว่า มีจำนวน 5 คน

          สำหรับประเภทงานของแรงงานต่างด้าวที่เป็นลูกจ้างและทำอยู่ พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.15 ระบุว่า ลูกจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานประเภทงานเสิร์ฟอาหาร ขายของ รองลงมา ร้อยละ 18.35 ระบุว่า เป็นงานก่อสร้าง รับเหมา ใช้แรงงาน ร้อยละ 16.85 ระบุว่า เป็นงานแม่บ้าน ร้อยละ 12.10 ระบุว่า เป็นงานเกษตรกรรม  ร้อยละ 6.25 ระบุว่า เป็นงานโรงงาน ร้อยละ 5.80 ระบุว่า เป็นงานเลี้ยงเด็ก ร้อยละ 3.35 ระบุว่า เป็นงานสถานีบริการน้ำมัน ร้อยละ 3.05 ระบุว่า เป็นงานประมง ร้อยละ 1.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ขนส่งสินค้า งานซ่อมบำรุง และร้อยละ 0.90 ไม่ระบุ

          ด้านความคิดเห็นของนายจ้างเกี่ยวกับ กฎหมายคุ้มครองแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยควรมีกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.65 ระบุว่า เห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 9.45 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 3.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 0.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ยังไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

          เมื่อถามนายจ้างว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 จะสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ได้ พบว่า นายจ้าง ร้อยละ 33.05 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 29.45 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้สามารถป้องกันการค้ามนุษย์ และคุ้มครองแรงงานมากขึ้น ซึ่งเป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่มีอยู่จำนวนมากให้ถูกต้อง โดยมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่กระทำผิด ทั้งนี้แรงงานต่างด้าวทุกคนจะต้องมีเอกสารประจำตัวที่สามารถตรวจสอบที่มาหรือข้อมูลสำคัญได้ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ และปัญหาอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ร้อยละ 27.00 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้สามารถลดปัญหาการค้ามนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง แรงงานต่างด้าวมีเอกสารประจำตัว ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของแรงงานได้ง่ายขึ้น เป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตาม พ.ร.ก. และยังมีบทลงโทษตามกฎหมายที่มีอัตราโทษปรับรุนแรงมากขึ้นกับนายจ้างหรือผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมาย อีกทั้งยังให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวมากขึ้น ร้อยละ 6.40 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศใช้ ยังมีช่องโหว่และอาจไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจังในระยะยาว ทำให้เกิดคำถามว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้สามารถป้องกันการค้ามนุษย์ได้ทั้งหมดจริงหรือไม่ หรือเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด หากมองถึงการบังคับใช้ในระยะยาว เจ้าหน้าที่อาจมีการบังคับใช้ไม่ต่อเนื่อง หรืออาจเกิดการทุจริตมากขึ้น เนื่องจากบทลงโทษรุนแรงเกินไป และปัญหาการไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ จนทำให้ผู้ประกอบการขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้เวลาในการดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตาม พ.ร.ก. ที่เพิ่งประกาศใช้ แต่อย่างไรก็ตามความคิดเห็นส่วนหนึ่งยังเชื่อว่าการค้ามนุษย์จะยังคงมีอยู่ เนื่องจากยังมีแรงงานต่างด้าวบางส่วนไม่ต้องการขึ้ทะเบียน ร้อยละ 3.75 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศใช้สามารถป้องกันปัญหาได้เพียงบางส่วน แต่จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งหากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เข้มงวดจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายหรือการดำเนินการขึ้นทะเบียนที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากไม่ได้รับความสะดวก อาจทำให้เกิดการหลีกเลี่ยงและทุจริตมากขึ้น อีกร้อยละ 0.35 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ แรงงานต่างด้าวจำเป็นต้องมีการต่ออายุทุกปี ควรเปิดบริการตลอดปี จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงเฉพาะช่วงที่มีปัญหา และควรเริ่มต้นแก้ไขปัญหาแรงงานไทยก่อน ซึ่งข้อดีของการมีบทลงโทษที่รุนแรง คือ ทำให้คนเกรงกลัวกฎหมายมากขึ้น อีกประการหนึ่งการค้ามนุษย์ยังเป็นปัญหาที่มีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้แก้ไขได้ยาก

          สำหรับความคิดเห็นของนายจ้างเกี่ยวกับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ว่าจะสามารถผลักดันให้แรงงานต่างด้าวมีการขึ้นทะเบียนการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้หรือไม่ พบว่า นายจ้าง ร้อยละ 33.65 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ ทำให้นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ประกอบกับการมีแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมีอัตราโทษปรับรุนแรง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และการขึ้นทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายนั้นยังทำให้แรงงานต่างด้าวได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มีการตรวจสอบและควบคุมได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้สามารถป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ได้

          แต่อย่างไรก็ตามการขึ้นทะเบียนยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง และมีเวลาที่จำกัดจึงควรลดค่าใช้จ่ายและขยายเวลาเพิ่มขึ้นอีก ร่วมกับการอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย ร้อยละ 31.40 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ ทำให้นายจ้างมีความต้องการที่จะขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากการมีแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายมีอัตราโทษปรับรุนแรง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ และการขึ้นทะเบียนให้แรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายนั้นยังทำให้แรงงานต่างด้าวได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มีการตรวจสอบและควบคุมได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้สามารถป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ได้ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียนให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่าย ร้อยละ 28.40 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากผู้ประกอบการประสบปัญหาในการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการมีระยะเวลาในการดำเนินการที่จำกัดและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง อีกทั้งอัตราโทษปรับยังรุนแรงเกินไป อย่างไรก็ตามการทุจริตหลบเลี่ยงกฎหมายยังคงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะกฎหมายมีช่องโหว่ หรือเจ้าหน้าที่ขาดความต่อเนื่องในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แรงงานต่างด้าวบางส่วนไม่ต้องการขึ้นทะเบียน จึงทำให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และส่วนหนึ่งมองว่า แรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายเหล่านี้จะเข้ามาแย่งงานคนไทย ร้อยละ 1.70 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้ มีค่าใช้จ่ายสูงและขั้นตอนที่มากจนเกินไป แม้ว่าผู้ประกอบการจะต้องการขึ้นทะเบียนแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม ความไม่สะดวกนี้ทำให้เกิดการทุจริตหลบเลี่ยง และแรงงานส่วนหนึ่งไม่ต้องการขึ้นทะเบียน แต่เลือกที่จะกลับประเทศ ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี อีกร้อยละ 0.25 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่รัฐบาลประกาศบังคับใช้มีอัตราโทษรุนแรงเกินไป รวมทั้งการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวมีค่าใช้จ่ายสูง และเห็นว่ารัฐบาลควรแก้ไขที่ปัญหาแรงงานไทยก่อน

          ด้านความคิดเห็นของนายจ้างเกี่ยวกับการที่รัฐบาลออกมาตรา 44 เพื่อชะลอการบังคับใช้มาตรการการลงโทษที่รุนแรงและค่าปรับที่สูง โดยให้ยืดระยะเวลาออกไป จนถึงวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561 เพื่อให้ลูกจ้าง และนายจ้างไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย พบว่า นายจ้าง ร้อยละ 35.25 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ ผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าว ต้องการเวลาในการดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ถูกกฎหมาย มิเช่นนั้นแล้วจะเกิดปัญหาที่ตามมากับผู้ประกอบการ คือ การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งในระหว่างนี้รัฐบาลควรกลับไปทบทวนข้อดีข้อเสียของ พ.ร.ก. ให้รอบคอบ เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นอีก ร้อยละ 31.75 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ มีการชี้แจงรายละเอียดก่อนการบังคับใช้จริง และมีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างเหมาะสม ลดปัญหาขาดแคลนแรงงานและปัญหาอื่น ๆ ร้อยละ 3.80 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ การทำงานของหน่วยงานรัฐมีความล่าช้า จึงควรขยายเวลาดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวออกไปอีก เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ในอีกแง่หนึ่งมีความคิดเห็นที่มองว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และต้องการให้กลับไปใช้กฎหมายเดิม จากหลาย ๆ สาเหตุ เช่น รัฐบาลทำงานไม่ต่อเนื่อง นายจ้างละเลยหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนให้กับแรงงานต่างด้าว ร้อยละ 3.15 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ การกำหนดขยายระยะเวลาของรัฐบาลยังคงน้อยเกินไป เนื่องจาก การดำเนินการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวและการดำเนินการในด้านอื่น ๆ ของหน่วยงานรัฐมีความล่าช้ามีข้อจำกัดมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จากการไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ จนทำให้แรงงานต่างด้าวถูกเอาเปรียบ และส่วนหนึ่งมองว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ทำให้ผู้ประกอบการเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และในระยะยาวเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่เข้มงวดจริงจัง และร้อยละ 0.25 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พ.ร.ก.กฎหมายแรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ มีระยะเวลาที่เอื้อให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานได้อย่างถูกกฎหมายมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานไทยตกงาน ดังนั้น ภาครัฐควรต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการตกงานของแรงงานไทยก่อน

          เมื่อถามถึงความคิดเห็นของนายจ้างเกี่ยวกับการส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ กรณี พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.90 ระบุว่า ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงาน รองลงมา ร้อยละ 15.55 ระบุว่า เกิดการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทั้งระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย ร้อยละ 11.45 ระบุว่า ช่วยให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในด้านการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ร้อยละ 11.30 ระบุว่า ลดความเสี่ยง ป้องกันการบังคับรีดไถแรงงานต่างด้าว ร้อยละ 9.60 ระบุว่า ผู้ประกอบการรายย่อยขาดทุน และล้มเลิกกิจการ ร้อยละ 8.60 ระบุว่า ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.50 ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ/ไม่ระบุ และร้อยละ 1.10 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ เช่น ค่าครองชีพสูงขึ้น

          สำหรับความคิดเห็นของนายจ้างเกี่ยวกับอัตราโทษค่าปรับที่สูงขึ้น กรณีแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ว่าจะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบางรายฉวยโอกาสบีบเรียกเงินใต้โต๊ะจากนายจ้าง/ผู้ประกอบการ/แรงงานต่างด้าวหรือไม่ พบว่า ร้อยละ 58.35 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ ร้อยละ 33.05 ระบุว่า ใช่ เพราะ การทุจริตเกิดขึ้นได้เสมอในสังคมไทย และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนหนึ่งไม่เกรงกลัวต่อการกระทำผิด ทั้งนี้เป็นผลมาจากผู้ประกอบการส่วนหนึ่งต้องการได้รับความสะดวกในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย ซึ่งมีลำดับขั้นตอนยุ่งยาก และเป็นผลจากการมีอัตราค่าปรับรุนแรงทำให้นายจ้างที่ทำผิดกฎหมายไม่ต้องการจ่ายค่าปรับเต็มจำนวน ร้อยละ 8.10 ระบุว่า ไม่ใช่ เพราะ การทุจริตจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ถ้าผู้ประกอบการทำการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และผู้ประกอบการไม่ต้องการทำเรื่องที่เป็นการทุจริต ประกอบกับรัฐบาลได้วางระเบียบป้องกันการทุจริตไว้แล้ว และร้อยละ 0.50 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การทุจริตเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ขึ้นอยู่กับอัตราโทษที่มาก หรือน้อยเกินไป

          สำหรับสิ่งที่นายจ้างมีความกังวลมากที่สุด กรณีหากมีลูกจ้างที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายในขณะนี้ พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.65 กังวลเรื่องอัตราโทษที่สูง เช่น อัตราโทษปรับ และจำคุก ร้อยละ 10.35 กังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ร้อยละ 6.90 ไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 4.80 กังวลเรื่องความสะดวกในขั้นตอนการขึ้นทะเบียน และการต่อทะเบียนแรงงานต่างด้าว ร้อยละ 4.75 กังวลเรื่องการถูกตรวจสอบการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ไม่มีความกังวล ร้อยละ 1.90 กังวลเรื่องต้นทุนการผลิต/ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น ร้อยละ 1.70 กังวลเรื่องการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ ร้อยละ 1.15 กังวลเรื่องการเรียกร้องสิทธิของแรงงาน ร้อยละ 0.90 กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ร้อยละ 0.45 กังวลเรื่องการก่ออาชญากรรม ร้อยละ 0.05 กังวลเรื่องแรงงานต่างด้าวไม่ให้ความร่วมมือในการขึ้นทะเบียน และร้อยละ 0.05 กังวลเรื่องภาพลักษณ์ของสถานประกอบการ/ธุรกิจ

          ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของนายจ้างในภาพรวมเกี่ยวกับความเหมาะสมในการที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว พบว่า นายจ้างส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.60 ระบุว่า เหมาะสม เพราะ เป็นการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ให้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งผู้กระทำผิดจะได้รับบทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น และความคิดเห็นส่วนมากยังเห็นว่าควรมี พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับนี้ เพื่อลดปัญหาการค้ามนุษย์ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น โดยการนำแรงงานต่างด้าวไปขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยป้องกันการรีดไถจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และยังมีส่วนช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากแรงงานต่างด้าวได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้ว พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับนี้ ยังให้ความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวให้ได้รับสิทธิและสวัสดิการต่าง ๆ ทำให้ไม่ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่านายจ้างจำนวนมากจะเห็นว่า พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวฉบับนี้ มีความเหมาะสม แต่ก็มีนายจ้างจำนวนไม่น้อยเห็นว่าควรมีการผ่อนปรนในระยะแรกก่อน เพื่อให้นายจ้างสามารถขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวนอกกฎหมายได้ทันเวลา เนื่องจากขั้นตอนในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวยังไม่ได้รับความสะดวกในหลายขั้นตอน และสุดท้ายผลพลอยได้ในระยะแรก คือ การลดจำนวนลงของแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ขณะที่ ร้อยละ 22.40 ระบุว่า ไม่เหมาะสม เพราะ ทำให้ภาคธุรกิจขาดแคลนแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยในส่วนนี้รัฐบาลควรทบทวนการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง และปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ส่งผลกระทบคือ การให้เวลาในการดำเนินการขึ้นทะเบียนในช่วงแรกน้อยเกินไป การไม่ได้รับความสะดวกในการดำเนินการ และมีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้นายจ้างไม่สามารถขึ้นทะเบียนแรงงานได้ทัน จนทำให้แรงงานส่วนหนึ่งเดินทางกลับประเทศเพราะกลัวบทลงโทษของกฎหมาย ซึ่งนายจ้าง

ส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าเป็นอัตราโทษที่รุนแรงเกินไป ทั้งนี้ความคิดเห็นจากนายจ้างส่วนหนึ่งมองว่า พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ที่ออกมานี้ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ และปัญหาแรงงานต่างด้าวได้ทั้งหมด การบังคับใช้กฎหมายฉบับเดิมมีความเหมาะสมอยู่แล้ว แต่สาเหตุของปัญหาน่าจะมาจากการขาดความต่อเนื่องในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ และการทำงานด้วยความไม่ซื่อสัตย์

          เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 81.60 เป็นนายจ้าง เจ้าของกิจการ  ร้อยละ 14.00 เป็นผู้จัดการ เช่น ผู้จัดการร้าน ผู้จัดการสาขา และร้อยละ 4.40 เป็นพนักงานฝ่ายบุคคล ตัวอย่าง ร้อยละ 52.65 เป็นเพศชาย และร้อยละ 47.35 เป็นเพศหญิง ตัวอย่าง ร้อยละ 45.45 มีอายุ 36–45 ปี ร้อยละ 29.30 มีอายุ 46–59 ปี ร้อยละ 20.60 มีอายุ 26–35 ปี ร้อยละ 3.50 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 1.15 มีอายุ 18–25 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 41.90 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 29.45 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 21.20 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 4.55 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และร้อยละ 2.90 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

          ตัวอย่าง ร้อยละ 39.35 ไม่ระบุรายได้ ร้อยละ 17.70 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001–30,000 บาท ร้อยละ 17.65 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001–20,000 บาท ร้อยละ 15.15 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001– 40,000 บาท ร้อยละ 8.20 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 1.95 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 59.00 ประกอบอาชีพค้าขาย ประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ13.75 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 12.20  เกษตรกร/ประมง ร้อยละ 7.05 ประกอบอาชีพผู้ใช้แรงงาน รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 6.00 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และร้อยละ 2.00 เป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน เกษียณอายุ ว่างงาน ตัวอย่าง ร้อยละ 33.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 20.95 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง (รวมภาคตะวันตก) ร้อยละ 16.25 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 14.25 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ร้อยละ 9.25 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ และร้อยละ 5.60 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก

  • preview
  • preview

NIDA_Poll_Management_of_foreign_worker_2560

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th