ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

การปฏิรูปตำรวจไทย

วันที่อัพเดทล่าสุด : 15 ก.ค. 2560

                 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การปฏิรูปตำรวจไทย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2560 โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค  ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจไทย การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล”  ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified  Random  Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์  ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0 และมีค่า ความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 1.4    

          จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการสังกัดหน่วยงานหรือรูปแบบสถานะที่เหมาะสมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 30.32 ระบุว่า ให้คงเดิม (ไม่สังกัดกระทรวงใด ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี)รองลงมา ร้อยละ 24.48 ระบุว่า ย้ายไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมร้อยละ 18.72 ระบุว่า ย้ายกลับไปกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 9.92 ระบุว่า ให้ไปสังกัดขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด (ส่วนภูมิภาค) ร้อยละ 6.40 ระบุ ให้จัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ ร้อยละ 0.56 ระบุ อื่น ๆ ได้แก่ ควรย้ายไปสังกัดกระทรวงกลาโหม หรือส่วนใดก็ได้ แต่ต้องให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น และต้องอยู่ในองค์กรที่สามารถตรวจสอบได้ และร้อยละ 9.60 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแยกอำนาจการสอบสวนของตำรวจออกมาให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.48 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ควรให้อำนาจในการสอบสวนไว้กับตำรวจเช่นเดิม เพราะ ถือเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง ซึ่งตำรวจมีความรู้ มีประสบการณ์ มีความชำนาญในงานสอบสวน และทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว อีกทั้งตำรวจมีความใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว  การสะสางคดีต่าง ๆ จะได้มีความเชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน หากให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ อาจเป็นการก้าวก่ายในหน้าที่ และเกิดความซ้ำซ้อนกัน ดังนั้นควรให้อำนาจการสอบสวนไว้ที่ตำรวจเช่นเดิม ขณะที่ ร้อยละ 44.24 ระบุว่า เห็นด้วยกับการแยกอำนาจในการสอบสวนของตำรวจออกมา เพราะ   การปราบปราม การจับกุม และงานสอบสวนควรแยกออกจากกัน ในปัจจุบันงานสอบสวนอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจมากเกินไป เป็นการช่วยลดภาระงานและของตำรวจให้น้อยลง ควรมีการแบ่งงาน กระจายหรือถ่วงดุลอำนาจ เป็นการป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่มิชอบ หรือการแทรกแซงของอำนาจมืด เป็นการสร้างความยุติธรรม เกิดความโปร่งใส ซึ่งหน่วยงานอื่นควรเข้ามามีส่วนร่วมในงานสอบสวนด้วย ทำให้การสอบสวนมีความชัดเจน และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ร้อยละ 0.64 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ อยากให้ตรวจสอบทุกฝ่าย ให้ทำร่วมกันระหว่างตำรวจกับหน่อยงานอื่น ๆ ที่มารับผิดชอบ ขึ้นอยู่กับประเภท ความยากง่ายของคดี และยังคงให้อำนาจกับตำรวจแต่ควรให้หน่วยงานอื่นได้มีส่วนร่วมด้วย และร้อยละ 4.64 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามารับราชการตำรวจในปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 31.20 ระบุว่า การจบจากสถาบันที่ผลิตบุคลากรตำรวจโดยตรง เช่น โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ร้อยละ 30.72 ระบุว่า คุณธรรม จริยธรรม ร้อยละ 19.76 ระบุว่า คะแนนสอบ รวมไปถึงทักษะและความสามารถ ร้อยละ 6.96 ระบุว่า ประสบการณ์ในการทำงาน ร้อยละ 4.56 ระบุว่า การจบจากสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ร้อยละ 3.28  ระบุว่า ประวัติส่วนบุคคล ร้อยละ0.72 ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ ต้องรักในอาชีพตำรวจ มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ และความชำนาญเฉพาะด้าน และควรจบหรือมีความรู้ทางด้านกฎหมาย และร้อยละ 2.80 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการนำมาตรา 44 มาช่วยในการปฏิรูปตำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.76 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยให้การปฏิรูปตำรวจ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีระบบ มีระเบียบ และเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น จะได้ไม่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดการทุจริตและปัญหาคอร์รัปชันได้ โดยเฉพาะการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตำรวจบางคน ซึ่งการแก้ไขหรือดำเนินการบางอย่างต่างมีข้อจำกัด ดังนั้นการใช้ ม. 44 น่าจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปตำรวจ ขณะที่  ร้อยละ 27.84 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการแทรกแซงอำนาจเกินขอบเขตและใช้ ม. 44 พร่ำเพรื่อจนเกินไป ดูเป็นการกดดัน บังคับกึ่งเผด็จการกับตำรวจมากเกินไป ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอน ซึ่งโครงสร้างและระบบบริหารงานของตำรวจมีกฎหมาย ข้อระเบียบบังคับ ไว้ควบคุมการทำงานและการปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ และไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปตำรวจ และร้อยละ 10.40 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
          เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.88 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ตัวอย่างร้อยละ 25.44 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.00 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.36 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 14.32 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่าง ร้อยละ 56.48 เป็นเพศชาย ร้อยละ 43.36 เป็นเพศหญิง และร้อยละ 0.16 เป็นเพศทางเลือก ตัวอย่างร้อยละ 7.68 มีอายุ 18 – 25 ปี ตัวอย่างร้อยละ 17.20 มีอายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 23.44 มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 34.40 มีอายุ 46 – 59 ปี ร้อยละ 15.04 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่าง ร้อยละ 90.80 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.24 นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 1.28 นับถือศาสนาคริสต์/ฮินดู/ซิกข์/ยิว/ไม่นับถือศาสนาใด ๆ และร้อยละ 3.68 ไม่ระบุศาสนา ตัวอย่าง ร้อยละ 24.72 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 66.40 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.96 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 3.92 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 24.24 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 30.32 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.20 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 27.60 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 4.40 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.24 ไม่ระบุการศึกษา ตัวอย่างร้อยละ 11 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 13.44ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 25.76 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 14.48 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.08 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 13.76 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 2.72 เป็นนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 0.08 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 4.40 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 10.40 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 22.32 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 27.60 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 12.88 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 6.40 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 –  40,000 บาท ร้อยละ 8.72 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 11.68 ไม่ระบุรายได้

  • preview

NIDA_Poll_Thai_Police_reform

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th