ผลสำรวจของนิด้าโพล

หน้าแรก > ผลสำรวจของนิด้าโพล

News Image

การทุจริตเงินอุดหนุนวัด

วันที่อัพเดทล่าสุด : 17 มิ.ย. 2560

          ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การทุจริตเงินอุดหนุนวัด” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14 – 16 มิถุนายน 2560 กรณีศึกษาจากประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ กระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการทุจริตเงินอุดหนุนวัด และการบริหารจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัด การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified  Random  Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาค สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน (Standard Error: S.E.) ไม่เกิน 1.4    

          จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสาเหตุหลักของช่องโหว่ในการทุจริตเงินอุดหนุนวัด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.48 ระบุว่า เป็นเพราะวัดขาดการบริหารจัดการ มีความหละหลวมในการตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สิน รองลงมา ร้อยละ 35.92 ระบุว่า เป็นเพราะความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมาย ร้อยละ 29.84 ระบุว่า เป็นเพราะสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขาดการบริหารจัดการ มีความหละหลวมในการตรวจสอบเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ ร้อยละ 19.68 ระบุว่า เป็นเพราะกฎหมาย หรือ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ที่ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ร้อยละ 6.96 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ที่คาดว่าอาจจะมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำมิชอบ กรณีการทุจริตเงินอุดหนุนวัด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.76 ระบุว่า อาจจะเป็นคณะกรรมการวัด รองลงมา ร้อยละ 38.24 ระบุว่า อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติบางคน ร้อยละ 36.96 ระบุว่า อาจจะเป็นเจ้าอาวาส ร้อยละ 26.00 ระบุว่า อาจจะเป็นข้าราชการหรืออดีตข้าราชการบางคน ร้อยละ 0.16 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พระลูกวัด หรือผู้มีอิทธิพลในชุมชน และร้อยละ 5.92 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัดโดยทั่วไปในปัจจุบัน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 2.32 ระบุว่า มีความโปร่งใสมาก ร้อยละ 11.76 ระบุว่า มีความโปร่งใสค่อนข้างมาก ร้อยละ 3.44 ระบุว่า มีความโปร่งใสปานกลาง ร้อยละ 39.44 ระบุว่า มีความโปร่งใสค่อนข้างน้อย ร้อยละ 37.36 ระบุว่า ไม่มีความโปร่งใสเลย และร้อยละ 5.68 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

         เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการให้ตัวแทนจากประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัด เพื่อความเป็นกลาง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของชุมชนและพุทธศาสนิกชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 86.80 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ เพื่อความเป็นระบบ มีความเป็นกลางโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เป็นการป้องกันการทุจริต ทุกฝ่ายจะได้มีความสบายใจ โดยเฉพาะผู้ที่ทำบุญหรือบริจาคเงินเข้าวัด เพราะเป็นเงินมาจากประชาชน ทำให้มีตัวแทนจากประชาชนคอยสอดส่องดูแล ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ซึ่งที่ผ่านมาส่วนมากเกิดจากคนภายในที่ทุจริตกันเอง อีกทั้งพระบางวัดอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการจัดการบัญชี ขณะที่ ร้อยละ 8.72 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นเรื่องของภายในวัด ประชาชนไม่ควรเข้าไปยุ่งหรือก้าวก่ายมากจนเกินไป ซึ่งปกติวัดก็จะมีคณะกรรมการวัดที่มาจากตัวแทนผู้นำชุมชนต่าง ๆ อยู่แล้ว ยิ่งมากคนยิ่งมากความ หรือเสี่ยงต่อการเกิดการทุจริตมากขึ้น ควรให้หน่วยงานอื่น ๆ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือคณะสงฆ์ หรือพระชั้นผู้ใหญ่ ฝ่ายตรวจสอบบัญชีจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ที่เป็นหน่วยงานกลาง และไม่มีผลประโยชน์เข้ามาตรวจสอบแทน และเงินหรือทรัพย์สินที่ประชาชนได้บริจาคหรือทำบุญด้วยความเต็มใจ ทางวัดจะนำไปดำเนินกิจการใด ๆ ก็เป็นสิทธิ์ของวัด และร้อยละ 4.48 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัดให้แก่สาธารณชนได้ทราบ เพื่อความเป็นกลาง โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเป็นที่ไว้วางใจของชุมชนและพุทธศาสนิกชน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 90.24 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ ประชาชนจะได้สบายใจและทราบว่า ทางวัดมีการนำเงินไปใช้ทำอะไรบ้าง มีรายรับ – รายจ่ายเป็นอย่างไร บางคนที่ทำบุญไปก็ต้องการให้เงินนั้นได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง และถือว่าเป็นทรัพย์สินของสาธารณะ เป็นการลดช่องโหว่มิให้กลุ่มผู้ที่ฉวยโอกาสเข้ามาทุจริต หากมีความชัดเจน หรือไม่มีผลประโยชน์อื่นใด ก็ควรที่จะเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งถือว่าวัดเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชุมชนที่ได้ให้ความศรัทธาและไว้ใจ อีกทั้งในปัจจุบันวัดส่วนใหญ่กลายเป็นพุทธพาณิชย์หรือเชิงธุรกิจไปแล้ว มีเพียง ร้อยละ 3.92 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ไม่จำเป็น ถือว่าเป็นเรื่องภายในของวัด ข้อมูลหรือรายละเอียดบางอย่างก็ไม่ควรเปิดเผย  ทำให้เกิดความยุ่งยาก เป็นการสร้างภาระให้กับวัดมากเกินไป ควรปล่อยให้วัดดำเนินการ นอกจากนี้ยังเป็นการล่อแหลม ชักนำให้กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาหวังประโยชน์จากทางวัด หากทราบว่าวัดมีเงินหรือทรัพย์สินจำนวนมาก และร้อยละ 5.84 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายทรัพย์สินของวัด จะสามารถช่วยลดการทุจริตเงินวัดในทางที่มิชอบได้ พบว่า ร้อยละ 38.40 ระบุว่า จะช่วยลดการทุจริตได้มาก ร้อยละ 38.80 ระบุว่า จะช่วยลดการทุจริตได้ค่อนข้างมาก ร้อยละ 1.76 ระบุว่า จะช่วยลดการทุจริตได้ปานกลาง ร้อยละ 12.56 ระบุว่า จะช่วยลดการทุจริตได้ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 4.48 ร้อยละ 4.00 ระบุว่า ไม่สามารถช่วยลดการทุจริต  ได้เลย และไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

          เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.72 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 25.04 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและ ภาคกลาง ร้อยละ 18.56 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.60 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 14.08 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้  ตัวอย่าง ร้อยละ 54.24 เป็นเพศชาย และร้อยละ 45.76 เป็นเพศหญิง ตัวอย่างร้อยละ 6.08 มีอายุ 18 – 25 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 15.84 มีอายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 23.20 มีอายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 33.60 มีอายุ 46 – 59 ปี ร้อยละ 19.28 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และร้อยละ 2.00 ไม่ระบุอายุ ตัวอย่าง ร้อยละ 20.80 ระบุว่าสถานภาพโสด ร้อยละ 72.88 สมรสแล้ว ร้อยละ 4.00 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 2.32 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 26.80 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 29.28 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 7.76 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 26.48 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.32 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 3.36 ไม่ระบุการศึกษา

          ตัวอย่างร้อยละ 14.80 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 11.92 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 18.96 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 15.20 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.76 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.20 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน ร้อยละ 2.40 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 0.80 เป็นพนักงานองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหากำไร และร้อยละ 2.96 ไม่ระบุอาชีพ ตัวอย่างร้อยละ 14.96 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 20.48 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 23.04 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 14.96 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 8.48 มีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน 30,001 –  40,000 บาท ร้อยละ 9.04 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 9.04 ไม่ระบุรายได้

  • preview

Temple

Copyright © 2012. All Rights Reserved. nidapoll.nida.ac.th